หน้าแรก หน้ารวมบทความ สร้างภาวะผู้นำอย่างพญาลิง

สร้างภาวะผู้นำอย่างพญาลิง


ผู้เขียน : อาจารย์ วีย์รฎา กวิณรวีบริรักษ์   วันที่ : 12 มกราคม 2564  จำนวนผู้เข้าชม 26 คน

กด Like กด Share บทความให้เพื่อน

          ภาวะผู้นำมีความสำคัญอันดับแรกในการเป็นหัวหน้าทีม หัวหน้าที่ดีต้องสามารถกระตุ้นทีมงานให้เขาเหล่านั้นดึงศักยภาพตนเองออกมาทำงานให้ประสบผลสำเร็จ โดยหัวหน้าไม่ต้องเข้าไปบงการแทรกแซงการทำงานของทีมงานมากเกินไป ก่อให้เกิดความเกลียดชังบางอารมณ์และความเบื่อหน่ายในบางครั้งของทีมงาน หนึ่งในคุณธรรมของผู้นำนั้น ผู้เขียนขอยกเรื่องความเสียสละ ซึ่งเนื้อความมีความหมายลึกซึ้ง เมื่อท่านได้อ่านแล้วจะนึกถึงความตัวเล็กใจใหญ่ของพญาลิงผู้นี้ เช่นเดียวกับผู้เขียนแน่นอน… 

สร้างภาวะผู้นำอย่างพญาลิง



          ในพระสุตันตปิฎก เรื่อง “มหากปิชาดก” กล่าวถึงตอนหนึ่งในคุณธรรมหัวหน้าว่าในสมัยพระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถีได้ตรัสอดีตนิทานมาสธกว่า….
กาลครั้งหนึ่ง พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพญาลิง มีพละกำลังมากเท่าช้าง 5 เชือก มีลิงบริวารประมาณ 80,000 ตัว อาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ ในที่ไม่ไกลนั้นมีต้นมะม่วงต้นใหญ่ สูงเทียมยอดเขาต้นหนึ่ง อยู่ริมฝั่งแม่น้ำคงคา มีผลอร่อย หวานหอมคล้ายผลไม้ทิพย์ มีผลโตเท่าหม้อ ผลมะม่วงส่วนหนึ่งหล่นลงบก อีกส่วนหล่นลงแม่น้ำ 

          เมื่อมะม่วงมีผล พญาลิงจะพาบริวารมาเก็บผลไม้ แต่บังเอิญมีผลมะม่วงสุก เหลืออยู่ลูกหนึ่ง มดแดงไปทำรังครอบมันไว้ จึงรอดพ้นสายตาลิง ผลมะม่วงสุกนั้นหล่นลงไปในน้ำ ลอยไปติดตาข่ายของพระราชาเมืองพาราณสี ที่ทรงขึงไว้เพื่อทรงเล่นน้ำ
พวกทหารที่กู้ตาข่ายขึ้นมาเห็นมะม่วงผลโตขนาดนั้น 

          จึงตรัสถามว่า “นี่มันผลอะไรกัน” 

          ทหารตอบ “ไม่ทราบพระเจ้าข้า” 

          เมื่อนายพรานเข้าเฝ้าและทูลว่าเป็นผลมะม่วง จึงทรงเฉือนผลมะม่วงชิมดู รสชาติของผลมะม่วงสุกนั้นแผ่ซาบซ่านไปทั่วกาย ทำให้พระราชาติดพระทัย จึงตรัสถามที่อยู่ของผลมะม่วง รับสั่งให้ต่อเรือ เสด็จทวนกระแสน้ำขึ้นไปตามที่นายพรานชี้แนะ 

          เมื่อถึงที่รับสั่งให้จอดเรือไว้ที่แม่น้ำ เสวยมะม่วงสุกแล้วเข้าบรรทมที่โคนมะม่วง ตกกลางคืนทหารก่อกองไฟทุกทิศ สับเปลี่ยนหมุนเวียนเข้าเวรยาม 

          เมื่อตกดึก มนุษย์หลับหมดแล้ว พญาลิงพาบริวารไต่กิ่งกินผลมะม่วง พระราชาทรงตื่นจากบรรทม เห็นฝูงลิงจึงปลุกให้ทหารตื่นขึ้น รับสั่งพลแม่นธนูว่า 

          “พรุ่งนี้เช้า สูเจ้าจงพากันยิงลิงฝูงนี้ อย่าให้มันหนีรอดไปได้สักตัวเดียวนะ” 

          พลธนูรับราชโองการรายล้อมต้นมะม่วง ฝูงลิงเห็นคนถืออาวุธก็พากันกลัวตาย 

          เข้าไปปรึกษาพญาลิง “สูเจ้าอย่ากลัวไปเลย เราจักหาวิธีช่วยชีวิตเจ้าเอง" 

          ว่าแล้วพญาลิงก็วิ่งกระโดดจากกิ่งมะม่วงที่ชี้ตรงไปทางแม่น้ำระยะประมาณ 100 คันธนู ลงที่ ต้นไม้ต้นหนึ่งเข้ากับต้นไม้นั้น อีกด้านหนึ่งผูกสะเอวของตน กระโดดกลับไปที่ต้นมะม่วง ปรากฏ เครือหวายถึงพอดีไม่สามารถผูกกับต้นมะม่วงได้ จึงใช้มือทั้งสองยึดกิ่งมะม่วงไว้แน่น ให้สัญญาณแก่บริวาร 

          “สูเจ้าจงเหยียบหลังเรา หนีไปโดยเร็ว” 

          ฝูงลิงได้ขอขมาพญาลิงและรีบวิ่งไต่ไปโดยเร็ว สมัยนั้น พระเจ้าเทวทัตเกิดเป็นลิงในฝูงนั้น ได้โอกาสทำร้ายพญาลิงจึงไปเป็นตัวสุดท้าย ขึ้นไปอยู่บนยอดมะม่วงกระโดดลงมาเหยียบพญาลิงอย่างแรงแล้วรีบวิ่งไต่ไป สร้างความเจ็บปวดแก่พญาลิงอย่างมาก 

          พญาลิงบาดเจ็บไม่สามารถจะไปไหนได้จึงยึดกิ่งไม้อยู่อย่างนั้น พระราชาทอดพระเนตรเห็นกิริยาของลิงทั้งหมดแล้วทรงพอพระทัยพญาลิงที่มีเมตรตาต่อบริวาร ไม่คำนึงถึงชีวิตตนเอง จึงรับสั่งให้นำพญาลิงมาทำการรักษา บำรุงด้วยน้ำอ้อย ทาน้ำมันบนหลัง ให้นอนบนที่นอน
ตรัสว่า “เจ้าลิง เจ้าได้ทอดตัวเป็นสะพานให้ฝูงลิงข้ามไป เจ้าเป็นอะไรกับฝูงลิงและฝูงลิงเป็นอะไรกับเจ้า” 

          พญาลิงตอบว่า “มหาราชเจ้า เราเป็นพญาลิงปกครองฝูงลิงทั้งหมด เมื่อพวกเขาตกอยู่ในอันตราย เราจึงต้องนำความสุขมาให้แก่บริวารผู้อยู่ภายใต้การปกครอง ธรรมดากษัตริย์ผู้ทรงพระปรีชาสามารถ ควรแสวงหาความสุขให้แก่รัฐและทวยราษฎร์ทั่วกัน”

          เมื่อกล่าวจบก็สิ้นใจตาย… 

          พระราชาตรัสเรียกอำมาตย์มาแล้วมอบให้ประกอบพิธีพระราชทานเพลิงศพแก่พญาลิงทำนองเดียวกับถวายพระเพลิงแก่พระราชา …. 

          เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “ผู้นำต้องรู้จักเสียสละความสุขเพื่อบริวารเป็นสำคัญ" 

          ในปัจจุบัน ไม่ว่าท่านดำรงตำแหน่งใดในบ้านเมือง ในองค์กรที่ปกครอง บริษัท โรงงาน ห้างร้านคุณธรรมสำคัญของผู้นำในการปกครองทีมงานคือการสร้างภาวะผู้นำเกิดขึ้นในใจตนเอง โดยสั่งสมความเสียสละเป็นที่ตั้ง การเสียสละความสุขสบายตนเองแต่เพื่อประโยชน์สุขของมวลรวมโดยทั่วกัน แม้ทำงานในองค์กรขนาดเล็ก ความเสียสละก็สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งการกระทำ คำพูด การแสดงออก การประชุม การปฏิบัติหน้าที่ โดยมิได้หวังผลตอบแทนชิง “เอาหน้า” เพื่อหวังคำชื่นชมในปมสีเทาเบื้องหลัง 

          ความเสียสละเหล่านี้ควรสร้างให้พึงมีอยู่เป็น รากแก้ววัฒนธรรมองค์กร แน่นอน!! องค์กรจะไม่เกิดการชิงดีชิงเด่น แต่เกิด “ความรักที่มั่นคงหนักแน่น” ถ่ายทอดการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ที่ดีงาม รุ่นสู่รุ่นสืบต่อไป.. 

วีย์รฎา กวิณรวีบริรักษ์

อาจารย์ วีย์รฎา กวิณรวีบริรักษ์


E-Mail : [email protected]

วันที่ : 12 มกราคม 2564

จำนวนผู้เข้าชม 26 คน

กรุณากดถูกใจ และ เพิ่มเพื่อน Line

บทความที่เกี่ยวข้อง


ฝึกพูด “คำไหน?” สร้างพลังบวกให้สมอง

คำพูดที่ช่วย เปิด-ปิดกั้นการทำงานการเรียนรู้ของสมอง ซึ่งคุณเองอาจไม่เคยสนใจคำเหล่านี้เลย เคยสงสัยไหมว่า ทำอย่างไรให้คิดบวก ที่ฝึกคิดบวกน่ะ ควรเริ่มฝึกจากข้อไหนก่อนดี 1. คำพูด 2. ความคิด 3. การกระทำ

ไร่ตอลส์ตอย

ทางทิศเหนือมีเนินดินเตี้ยๆ ซึ่งมีบ้านหลังย่อมๆปลูก มีลำธารเล็กๆ อยู่หลังหนึ่ง นอกจากบ่อน้ำสองบ่อซึ่งมีน้ำสะอาดไหลรินตลอดเวลา สถานีรถไฟ Laly อยู่ห่างจากที่นี่ประมาณ 1 ไมล์ (1 ไมล์เท่ากับ 1.61 กิโลเมตร)

วิธีพัฒนาคนเก่ง 3 ประเภท (How to Develop Talent People)

เราจะทำอย่างไรให้ตรงกับทฤษฎีการวางคนให้ตรงกับงาน “Put the right man on the right job at the right time” พนักงานบางคนมีความพร้อมในทุกด้านสู่ระดับบริหารจัดการบางส่วนไม่พร้อม ไม่อยากขึ้นสู่ระดับบริหารจัด

วิธีประเมินการฝึกอบรมคุ้มค่าแบบ ROI

วิธีประเมินการฝึกอบรมคุ้มค่าแบบ ROI (Assessing the ROI of Training) การจัดฝึกอบรม (Training) ทุกครั้ง ย่อมมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น ซึ่งค่าใช้จ่ายนั้นคือต้นทุนที่องค์กรต้องอนุมัติงบประมาณเพื่อจัด

ทำไมทำ KPI ไม่สำเร็จ

คำว่าทำ KPI “สำเร็จ” ในที่นี้ใช่ว่ามีตัวชี้วัดผลงานตามกรอบราชการ กรอบองค์กรบริษัทกำหนด ? แท้จริงการจัดทำ KPI “สำเร็จ” ไม่ใช่บอกเพียงตัวเลขเป้าหมายหน้าจอคอมพิวเตอร์ หน้าเล่มรายงานสรุปผลเชิงปริมาณ

ทำอย่างไรให้ธุรกิจอยู่รอดด้วยไคเซ็น

ในช่วงวิกฤติโควิด19 (Covid-19) ปี 2563 หลายธุรกิจทั้งภาคการศึกษา ธุรกิจบริการ โรงแรม ร้านอาหาร หลังการระบาดต่างปิดตัวลงจำนวนมาก ถือเป็นการ Disruption ครั้งใหญ่ที่ไม่ได้เกิดจากความก้าวหน้าหรือเทคโนโลยี