หน้าแรก หน้ารวมบทความ กลยุทธ์เอาชนะคนมุทะลุ

กลยุทธ์เอาชนะคนมุทะลุ


ผู้เขียน : อาจารย์ วีย์รฎา กวิณรวีบริรักษ์   วันที่ : 12 มกราคม 2564  จำนวนผู้เข้าชม 194 คน

กด Like กด Share บทความให้เพื่อน

          ซุนวูกล่าวไว้ว่า “รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง”  ข้อสำคัญในการกลยุทธ์สงครามเมื่อเพลี่ยงพล้ำแล้วต้องพลิกแพลงเอาตัวรอดจากสถานการณ์ที่เลวร้ายนั้นได้ เมื่อเป็นฝ่ายปราชัยแล้ว จะพลิกฟื้นเป็นฝ่ายมีชัยได้อย่างไร แม้กระทั่งเมื่อรู้ว่าจำต้องพ่ายแน่แท้แล้ว ก็ต้องหาหนทางให้เสียน้อยที่สุด ดังนั้น พึงระลึกว่า “ผู้พ่ายแพ้” ย่อมสามารถ “ชนะ” ได้ในวันข้างหน้าสักวัน 

          ในตอนหนึ่งของหนังสือ “พิชัยสงครามซุนวู ฉบับ133 ตัวอย่างการยุทธ์” แปลโดย อธิคม สวัสดิญาณ และอดุลย์ รัตนมั่นเกษม มีตอนหนึ่งแปลไว้ได้อย่างน่าสนใจ สามารถนำมาใช้ในบริหารการทำงานในสถานการณ์ปัจจุบันได้ดี ไม่ว่าจะเป็นผู้นำประเทศ ผู้บริหาร ผู้จัดการทุกภาคส่วน การจัดการทางอารมณ์ (Emotional Quotient : EQ) สามารถนำพาซึ่งความสำเร็จและพังพินาศได้ 

กลยุทธ์เอาชนะคนมุทะลุ

          ตอน เฉาจิ้วเสียเฉิงเกา..

          รัชสมัยฮั่นเกาจู่ ปีที่ 3 ก่อน ค.ศ.204 ปี สงครามฝ่ายฉู่และฝ่ายฮั่นดำเนินมาแล้ว 3 ปี 

          เดือน 9 ขณะที่เซี่ยงหวี่ โจมตีกองทัพหลิวปังในสมรภูมิตะวันตกอย่างดุเดือดนั้น กองทัพเผิงเย่วด้านหลังเติบโตอย่างรวดเร็ว สร้างแรงกดดันต่อกองทัพเซี่ยงหวี่อย่างหนัก เดิมเผิงเย่วเคยร่วมกับกองทัพเซี่ยงหวี่โค่นราชวงศ์ฉินมาด้วยกัน สร้างความชอบไว้มาก หลังจากโค่นราชวงศ์ฉินสำเร็จเซี่ยงหวี่กลับไม่แต่งตั้งให้เขาเป็นเจ้าพระยา เผิงเย่วโกรธแค้นมากจึงหันกลับไปเป็นพันธมิตรกับหลิวปัง

          เชี่ยงหวี่ตัดสินใจนำทหารส่วนหนึ่งหันกลับมาปราบเผิงเย่วทางตะวันออกเพื่อสงบแนวหลัง โดยมอบหน้าที่รักษาเฉิงกงให้แม่ทัพใหญ่เฉาจิ้วและกำชับว่า 

          “ต้องรักษาเฉิงเกาไว้ให้ได้ ถ้าหลิวปังมาท้ารบ ต้องระมัดระวังอย่าออกไปรบด้วย ขอเพียงรักษาเมืองเฉิงเกาไว้ได้ก็พอ”

          เมืองเฉิงเกานั้นเป็นเป็นพื้นที่คับขัน มียุ้งฉางขนาดใหญ่ มีฐานะสำคัญทางยุทธศาสตร์ เซี่ยงหวี่ไม่วางใจ ย้ำก่อนไปว่า 

         “ภายในครึ่งเดือน ข้าตีกองทัพเผิงเย่วแตกแน่นอน จะหวนกลับมาตีหลิวปังด้วยกัน อย่าออกรบโดยพลการเด็ดขาด”

          ทว่าศึกสงครามไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด กระทั่งเดือน 10  ปีต่อมาเซี่ยงหวี่ยังไม่กลับเฉิงเกา หลิวปังฉวยโอกาสนำกองทัพฮั่นในเสี่ยวเซียวอู่ข้ามแม่น้ำเหลืองโจมตีกองทัพฉู่ในเฉิงเกา

          เฉาจิ้วตั้งรับอย่างเข้มแข็งไม่อนุญาตให้ใครออกจากเมืองไปรบกับกงทัพฮั่นเด็ดขาด หลิวปังไม่บรรลุเป้าหมายจึงเปลี่ยนยุทธวิธี หลิวปังรู้ดีว่าเฉาจิ้วมีนิสัยมุทะลุดุดัน กล้าหาญแต่ไร้สติ จึงจับจุดอ่อนนี้ยั่วให้กองทัพฉู่ออกมาจากเมือง

          หลิวปังส่งไพร่พลไปตะโกนโหวกเหวกหัวเราะเยาะเฉาจิ้วว่า 

          “ขี้ขลาดเหมือนมุสิก เอาแต่หลบในเมืองไม่กล้าโผล่หัว”

          ด่าอยู่หลายวันจนเฉาจิ้วทนไม่ได้ลืมคำกำชับเซี่ยงหวี่จนหมดสิ้น สั่งกองทัพออกจากเมืองสู้รบทันที ด้วยอารมณ์โกรธและความหยิ่งในศักดิ์ศรีไม่ยอมให้ใครมาหยาม กองทัพฉุ่หลงกลออกจากเมือง เฉาจิ้วเห็นกองทัพฉู่ถูกตีก็แตกถอย ยิ่งทระนง สั่งกองทัพฉู่ข้ามแม่น้ำซื่อสุ่ยตามตีต่อไป

          กองทัพฮั่นที่ซุ่มฝั่งตรงข้าม ฉวยโอกาสที่ทหารฉู่ข้ามแม่น้ำมา ทุ่มกำลังโจมตีกองทัพฉู่อย่างดุเดือด กองทัพฉู่จะเคลื่อนไปข้างหน้าก็ไม่ได้ ถอยไปข้างหลังกลับก็ไม่ได้ ถูกตีแตกพ่ายยับเยินแทบพินาศสิ้น….

          จากเรื่องราวข้างต้น การมีสติยับยั้งชั่งใจ พิจารณาจัดการกับทุกสถานการณ์เรื่องราวที่มากระทบความรู้สึกทั้งคำพูดน้ำเสียงการกระทำได้ ผู้นั้นย่อมมีโอกาสได้พึงระลึกเหตุและผลที่จะเกิดขึ้นในโอกาสข้างหน้า วางกลยุทธธ์ต่อกรกับฝ่ายตรงข้ามได้อย่างเฉลียวฉลาดแยบยล

          ทางพระพุทธศาสนาธรรมะคำสอน “หลวงปู่ชา สุภัทโท” เล่าไว้ตอนหนึ่งเรื่องสติ สมาธิ ปัญญา. ให้ชาวพุทธได้พึงระลึกรู้สติปัญญา ว่า ..

หลวงปู่ชา สุภัทโท

          “อาตมาเคยไปนั่งฟังพักเดียวเท่านั้น พระอาจารย์มั่นท่านพูดให้ฟังว่า"

           “ขณะปฏิบัตินั้นจะต้องให้เป็นวงกลมนะท่านนะ” 

          อาตมาได้ยินเสียงนั้นมากระทบ ท่านพูดว่า “เป็นวงกลม” เท่านั้น

           เกิดความรู้สึกหลายอย่าง วงกลมนี้กว้างไม่ถึง ๒ เมตร แต่ว่าวงกลมนั้นอาจจะยาวมากที่สุด เหมือนวงล้อของเกวียนนั้นแหละโคมันจะลากไปยาวจนกว่าเกวียนจะพังหรือโคจะตายนั่นแหละ มันไปสิ้นสุดตรงนั้น

          ถ้าโคยังไม่ตาย เกวียนนั้นไม่พัง รอยเกวียนมันยาวไปไม่มีจบสักทีเลย ฉะนั้น วงกลมเป็นอย่างนี้ มันยาวมันก็ออกจากวงกลม วงกลมนี้มันก็กลายเป็นความยาว ความยาวนั้นเมื่อเราพิจารณาแล้วมันจะเป็นวงกลม การภาวนาที่ท่านว่าให้เป็นวงกลมนั้นน่ะ 

          คือให้มี “สติ” ติดต่อกันไม่มีเสร็จสักทีเลย คนเราหากว่าขาดสติแล้วก็เป็นบ้าเลย ขาดสติ ๕ นาที ก็เป็นบ้า ๕ นาที ลองดูสิ ผู้มีสติคืนมานั้นจะหายบ้า เมื่อใครไม่มีสติควบคุมอยู่จะเป็นบ้าเลย ขาดไปชั่วโมงหนึ่งหรือสองวันสามวัน ก็เป็นบ้าชั่วโมงหนึ่งหรือสองวันสามวันทั้งนั้นแหละ 

          “สติ” นี้เป็นของสำคัญมากที่สุดละ ดังนั้นอาตมาพิจารณาว่า การภาวนาเป็นวงกลมนี้ลึกซึ้งที่สุดที่พระอาจารย์มั่นท่านสอน แต่คนเราก็ไม่ฉลาด ไม่มีปัญญาถึงขนาดนั้น เมื่อเราเข้าใจในธรรมะของท่านข้อเดียว “มันเป็นวงกลม” วงกลมมันจะจบตรงไหนล่ะ

          มันติดต่อกันทั้งนั้นแหละ วงกลมนี้ วงกลมมันยาวที่สุดนั่นแหละ มันกว้างที่สุดนั่นแหละ แล้วมันก็แคบที่สุดอีกแหละ มันรู้ทั่วถึง ทำไมปัญญามันจะไม่เกิด ถ้าพิจารณาอยู่ไม่หยุดวงกลมมันจะยาว ปัญญามันจะเกิดทุกแง่ทุกมุม เมื่อเราเห็นสภาพอย่างนี้อยู่ในจิตของเราแล้ว ก็ไม่มีอะไร มันรู้จักอารมณ์ทุกๆอย่างเมื่อเราตามรักษา 

          คนประมาทแล้วก็เหมือนคนตาย คนไม่ประมาทนั้นก็เหมือนคนไม่ตาย โอวาทครั้งสุดท้ายนั้นท่านกล่าวว่า “ภิกษุทั้งหลาย ท่านจงยังความไม่ประมาทให้เกิดขึ้น” 

          ก็เนื่องจากการภาวนา มีความรู้สึกว่ามันเป็นวงกลม ไม่หลงอารมณ์ ถ้าไม่หลงอารมณ์มันก็ต้องรู้อารมณ์ ถ้าเราไม่รู้อารมณ์เราก็หลงอารมณ์ ถ้าเราเป็นวงกลมอยู่แล้วนะมันก็รู้อารมณ์ เมื่อรู้อารมณ์มันก็ไม่หลงอารมณ์ในเวลานั้นเราอยู่ด้วย “สติสัมปชัญญะ” ตลอดกาล ตลอดเวลา

          ถึงแม้เราจะทำอะไรก็ช่างมันเถอะ ถ้ามีอารมณ์ เรารู้อารมณ์แล้วพูดไป พอพูดจบมันก็กลับมาสู่บ้านเดิมของมัน มันไม่ส่งออกไปข้างนอก มันไม่วิ่งตามอารมณ์ไปทั่วทิศ ประโยชน์อันนี้ก็คือ กลับมาอยู่ที่ของมัน เหมือนกับแมงมุมนะ แมงมุมมันจะทำบ้านของมันเป็นตาข่ายใหญ่ๆ สำหรับจับสัตว์ไว้กิน เมื่อมันทำเสร็จแล้ว แมงมุมมันก็มาจับอยู่กลางบ้าน เฉยอยู่ เหมือนกับเศษอะไรอันหนึ่งที่มันทิ้งไว้อยู่ พอสัตว์แมลงต่างๆมันบินมาถูกเครื่องจับสัตว์ของมัน ถูกบ้านของมัน มันจะมีความกระเทือน แมงมุมก็ตื่นตัววิ่งออกไปจับเอาสัตว์ฆ่าแล้วเก็บไว้ เสร็จแล้วก็กลับมาอยู่ที่เก่าของมันอีก อยู่ไปๆ เมื่อแมลงบินมากระทบอีก มันก็รู้สึกอีกมันก็วิ่งออกไปจับเอาสัตว์นั้นมาอีก พอจับสัตว์ไว้ดีแล้ว มันก็กลับมาอยู่ที่เก่าของมันอีก

          สติของเราก็เป็นอย่างนั้น พอมีสติอยู่มันรู้จักอารมณ์ธรรมชาติ ที่ว่าไม่ชอบใจก็รู้จัก รู้แล้วก็กลับมาอยู่ที่ของเรา อารมณ์ที่ไม่ชอบใจ ที่ชอบใจ มันก็รู้จัก รู้แล้วมันก็กลับมาอยู่ที่ของเราเสมอ อย่างนี้ตลอดเวลา 

วีย์รฎา กวิณรวีบริรักษ์

อาจารย์ วีย์รฎา กวิณรวีบริรักษ์


E-Mail : [email protected]

วันที่ : 12 มกราคม 2564

จำนวนผู้เข้าชม 194 คน

กรุณากดถูกใจ และ เพิ่มเพื่อน Line

บทความที่เกี่ยวข้อง


Service Design ทำอย่างไร ?

ใครๆก็พูดถึงการทำการตลาดบนโลกออนไลน์และออฟไลน์อย่างมาก ทั้งทางเพจ เว็บไซต์ Podcast หรือสื่อสังคมอย่าง Clubhouse ยิ่งในช่วงที่วิกฤติทางเศรษฐกิจ คนทำงานประจำออกมาพัฒนาทำแบรนด์ของตนเอง

วิธีทำ OKRs Coaching

ในช่วงปีแรกของการจัดทำ OKRs ควรมีการวางแผนการโค้ชกระตุ้นผลงานเรียก “OKRs Coaching” ให้การจัดทำ OKRs บรรลุได้ตามเป้าหมายงานที่ตั้งไว้ในแต่ละไตรมาส โค้ชจะทำการค้นหาสิ่งที่ผู้ได้รับการโค้ชให้แสดงออก

นักสื่อสารที่ทรงพลังมีนิสัย 10 ข้อ

หากท่านได้อ่านบทความนี้ถือเป็นโอกาสดี ได้เรียนรู้กลวิธีปรับนิสัยการสื่อสารให้ทรงพลังสร้างเสน่ห์ชวนมอง ไม่ว่าท่านอยู่ในการงานหน้าที่อาชีพระดับใด นักธุรกิจ ผู้จัดการ หัวหน้างาน นักขาย พ่อค้า ครู

บุคลิกภาพดีมีเสน่ห์ (ตอนที่ 1 หลักการแนะนำตัว)

การจำชื่อได้จึงเป็นการสร้างบุคลิกภาพ(Personality)ที่ดีให้เกิดแก่ตัวเรา นอกจากจำชื่อเรียกชื่อได้แม่นยำแล้ว สิ่งสำคัญในการสร้างบุคลิกภาพที่ดีในตนเองคือ หลักการแนะนำตัวให้ผู้พบเจอประทับใจ

ตัวอย่างวิธีกำหนดเป้าหมาย (Target) KPIs

ในการเขียนดัชนีชี้วัดผลงานหลัก(Key Performance Indicators) 1 ตัวชี้วัดทั้งระดับหน่วยงาน(Unit/Department KPI)และรายบุคคล(Individual KPI)นั้น มีองค์ประกอบในการเขียนหลายข้อเพื่อให้ผลลัพธ์ที่ได้รับ

เกณฑ์เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งแบบแบ่งกลุ่ม (Career Path and Band)

จากส่วนหนึ่งของงานวิจัยบริษัทฯ ที่ทำการศึกษาหัวข้อ “แรงจูงใจในการทำงานและความผูกพันในองค์กร” กลุ่มพนักงานบริษัทเอกชน พบว่า พนักงานที่ทำงานแต่ละหน้าที่ในองค์กรนั้นๆ มีความต้องการขั้นพื้นฐานที่แตกต่าง